13 กุมภาพันธ์ 2566

‘มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ MGC-ASIA’ เดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ชูศักยภาพ Lifestyle Mobility Ecosystem มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แห่งการเดินทาง และสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างครบวงจร

‘มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ MGC-ASIA’ เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (‘ตลาดหลักทรัพย์ฯ’) ระดมทุนเสริมความแข็งแกร่ง ชูศักยภาพผู้นำธุรกิจที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แห่งการเดินทาง (Lifestyle Mobility) อย่างครบวงจร และการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ให้ครอบคลุมทุกมิติ พร้อมมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างหลากหลาย

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ MGC-ASIA ดำเนินธุรกิจมากว่า 2 ทศวรรษ โดยสร้างความแข็งแกร่งด้วยการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ภายใต้ชื่อ ‘MGC-ASIA Ecosystem’ ผ่านการขยายผลิตภัณฑ์ บริการ และฐานลูกค้า เพื่อตอกย้ำศักยภาพการเป็นผู้นำทางธุรกิจ ที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แห่งการเดินทางอย่างครบวงจร (Lifestyle Mobility) โดยปัจจุบัน มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ MGC-ASIA มีผลิตภัณฑ์และบริการอย่างครอบคลุม ทั้งการจำหน่ายรถยนต์ บิ๊กไบค์ เรือยอชท์ เรือแม่น้ำ และรถยนต์มือสอง พร้อมการรับประกัน บริการจัดหาลูกค้าสำหรับธุรกิจให้เช่าเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว และตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารสายการบินชั้นนำ บริการหลังการขายและซ่อมบำรุง บริการเช่ารถยนต์ทั้งระยะสั้น และระยะยาวพร้อมพนักงานขับ รวมถึงมีธุรกิจเสริมสร้างรายได้ระยะยาวและบริการอื่นๆ ได้แก่ บริการทางการเงินสำหรับยานยนต์และมารีน นายหน้าประกันภัย และบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และศูนย์ปฏิบัติการข้อมูล เป็นต้น นอกจากนี้ การร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งเป็นผู้ผลิตและให้บริการด้านยานยนต์ระดับโลกมาอย่างต่อเนื่องช่วยเสริมสร้างให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและครบวงจรแก่ลูกค้ารวมถึงสร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น

ทั้งนี้ ทีมผู้บริหารและพนักงาน ได้มุ่งสร้างความเป็นเลิศในการดำเนินงาน จากความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ในการ สร้างประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยม ในการเดินทางอย่างครบวงจร ตลอดจนมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการสร้างค่านิยมในองค์กร ให้มีส่วนร่วมและตระหนักถึงชุมชน รวมถึงพื้นฐานเพื่อการเติบโตสู่ผลกำไรอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ ประกอบธุรกิจในรูปแบบ Holding Company โดยแบ่งธุรกิจหลักออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1) กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Mobility Retail Business) ซึ่งกลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้นำเข้า และ/หรือผู้จำหน่าย รถยนต์ บิ๊กไบค์ เรือยอชท์ และเรือแม่น้ำ ในลักษณะธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Mobility Retail Business) รวมถึงให้บริการจัดหาลูกค้า สำหรับธุรกิจให้เช่าเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว โดยแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำระดับโลก ซึ่งกลุ่มบริษัทฯเป็นผู้นำเข้า และ/หรือผู้จำหน่าย ได้แก่ รถยนต์ Rolls-Royce, BMW, MINI, Honda และบิ๊กไบค์ BMW Motorrad, Harley-Davidson รวมถึงเรือยอชท์สัญชาติอิตาเลียน Azimut เรือแม่น้ำสัญชาติอเมริกัน Chris-Craft และบริการจำหน่ายรถยนต์มือสอง รวมถึงบริการจัดหาลูกค้า สำหรับธุรกิจให้เช่าเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว VistaJet เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังเป็นผู้จำหน่ายยานยนต์ BMW, MINI และ BMW Motorrad อันดับ 1 ของประเทศไทย

2) กลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย และให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ โดยมีศูนย์บริการครอบคลุม ช่วยสนับสนุนธุรกิจหลักและสร้างรายได้ รวมถึงผลกำไรแก่กลุ่มบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจ ของผู้บริโภค โดยกลุ่มบริษัทฯ ถือเป็นผู้นำธุรกิจการให้บริการหลังการขาย จำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ อุปกรณ์ตกแต่งและสินค้า ไลฟ์สไตล์ พร้อมบุคลากรที่ผ่านการอบรมด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องมืออันทันสมัย เพื่อรองรับการให้บริการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันและอนาคต และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพ รวมถึงสร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น

3) กลุ่มธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์และพนักงานขับ โดยธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์ระยะยาว เน้นการให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าบริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีระยะเวลาการเช่า 2 – 5 ปี พร้อมให้บริการครบวงจรตลอดระยะเวลาของสัญญาเช่า บริการเช่ารถยนต์ระยะสั้นภายใต้แบรนด์ระดับโลก ‘Sixt Rent a Car’ ที่มีศูนย์บริการมากกว่า 4,500 สาขาในกว่า 105 ประเทศทั่วโลก โดยมีเครือข่ายกับบริษัทชั้นนำของโลกเป็นพันธมิตร ทางบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการรถยนต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้นำระดับประเทศ ในการประชุม ASEAN SUMMIT เมื่อปี 2562 รวมถึงงานประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ปี 2565 (APEC 2022) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ได้ขยายบริการที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างครบวงจร ผ่านสินค้า และบริการที่เกี่ยวเนื่องแก่ลูกค้าและองค์กร โดยมีกลุ่มธุรกิจให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจร นายหน้าประกันภัย บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และดิจิทัลแพลตฟอร์ม รวมถึงบริการทำความสะอาดและเคลือบสีรถยนต์ ซึ่งดำเนินงานผ่านบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่ากลุ่มบริษัทฯ วางเป้าหมายการขยายศักยภาพทางธุรกิจ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมวางแผนต่อยอดและขยายธุรกิจมารีนในภูมิภาค เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายใหม่ผ่านทุกแพลทฟอร์มทางธุรกิจ การขยายสู่บริการทางด้านการเงิน การเช่าซื้อ ลีสซิ่ง และสินเชื่อรีไฟแนนซ์สำหรับยานยนต์หรูทุกประเภทผ่านบริษัท อัลฟ่า เอกซ์ จำกัด (Alpha X) ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ บริษัท เอสซีบี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) และบริการนายหน้าประกันภัย ผ่านบริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด และอื่นๆ

“กลุ่มบริษัทฯ ได้วางแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตทั้งในประเทศและภูมิภาค เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจครบวงจร รวมถึงสร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ นอกจากนี้ MGC-ASIA ให้ความสำคัญกับการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจแบบธรรมาภิบาล ตลอดจนมุ่งเน้นนโยบายรักษ์โลก ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ ล่าสุด บริษัทฯ อยู่ระหว่างดำเนินการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก จำนวนไม่เกิน 336,000,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญครั้งนี้ โดยมีแผนนำเงินไปลงทุนในบริษัท อัลฟ่า เอกซ์ จำกัด และบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงโอกาสใหม่ทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่กลุ่มบริษัทฯ ได้ในระยะยาว นอกเหนือจากการนำไปชำระเงินกู้จากสถาบันการเงิน และเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในการสร้างการเติบโตในการดำเนินธุรกิจ