• กลุ่มบริษัท มาสเตอร์กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย มีรายได้กว่า 20,000 ล้านบาทในปี 2559
  • เพิ่มศักยภาพองค์กรเดินหน้าแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพิ่มการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ขยายความครอบคลุมของกลุ่มธุรกิจในเครือสู่พื้นที่ภาคใต้ภายใต้โครงการ เอ็มจีซี-เอเชีย ออโต้เพล็กซ์ ภูเก็ต และหาดใหญ่
  • เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจในทุกมิติอย่างครบวงจร เพิ่มแบรนด์สินค้าใหม่อย่าง ”มาเซราติ” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน อัลตร้าลัคชัวรี่ส์ เซ็กเมนต์ พร้อมหวังสร้างรายได้เพิ่มทุกกลุ่มทุกธุรกิจในปี 2560
  • เสริมจุดแข็งเพิ่มคุณภาพการให้บริการพร้อมแนะนำแอพพลิเคชั่นตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กลุ่มลูกค้า

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม บริษัท มาสเตอร์กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทฯ ได้ทำการปรับโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจน โดยแยกออกเป็น 8 กลุ่มธุรกิจหลัก เติมเต็มศักยภาพในการเป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจสินค้าระดับลัคชัวรี่ส์เซ็กเมนต์ให้สมบูรณ์ ด้วยการเพิ่มแบรนด์สินค้าสู่กลุ่มธุรกิจรถใหม่นั่นคือ ยนตรกรรมอัลตร้าลัคชัวรี่ อิตาเลียน สปอร์ตคาร์จากตระกูล ”มาเซราติ”  ทั้งนี้เพื่อรองรับวิสัยทัศน์ปี 2020 ในการเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ในประเทศไทยและอาเซียนด้วยเป้ารายได้ของกลุ่มสู่ระดับ 50,000 ล้านบาท

“จากการที่เอ็มจีซี-เอเชีย ได้กำหนดเป้าหมายวิสัยทัศน์ปี 2020 หรือ Vision 2020 ในการที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ในประเทศไทยและอาเซียนนั้น จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทฯได้วางรากฐานของการเติบโตในธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ในทุกๆด้าน เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สำหรับในปี 2559 ที่ผ่านมา แม้จะมีปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ แต่ตัวเลขรายได้รวมของกลุ่มบริษัทฯ ยังประสบความสำเร็จที่ระดับ 20,000 ล้านบาท ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์รวมกว่า 8,500 คัน และสำหรับปี 2560 นี้ บริษัทได้ตั้งเป้าการเติบโตของกลุ่มธุรกิจรถยนต์ใหม่ของบริษัทไว้ที่ 10,000 คัน ด้วยอัตราการเติบโตที่  15% ”

ดร.สัณหวุฒิ กล่าว

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม บริษัท มาสเตอร์กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทฯ ได้ทำการปรับโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจน โดยแยกออกเป็น 8 กลุ่มธุรกิจหลัก เติมเต็มศักยภาพในการเป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจสินค้าระดับลัคชัวรี่ส์เซ็กเมนต์ให้สมบูรณ์ ด้วยการเพิ่มแบรนด์สินค้าสู่กลุ่มธุรกิจรถใหม่นั่นคือ ยนตรกรรมอัลตร้าลัคชัวรี่ อิตาเลียน สปอร์ตคาร์จากตระกูล ”มาเซราติ”  ทั้งนี้เพื่อรองรับวิสัยทัศน์ปี 2020 ในการเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ในประเทศไทยและอาเซียนด้วยเป้ารายได้ของกลุ่มสู่ระดับ 50,000 ล้านบาท

“จากการที่เอ็มจีซี-เอเชีย ได้กำหนดเป้าหมายวิสัยทัศน์ปี 2020 หรือ Vision 2020 ในการที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ในประเทศไทยและอาเซียนนั้น จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทฯได้วางรากฐานของการเติบโตในธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ในทุกๆด้าน เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สำหรับในปี 2559 ที่ผ่านมา แม้จะมีปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ แต่ตัวเลขรายได้รวมของกลุ่มบริษัทฯ ยังประสบความสำเร็จที่ระดับ 20,000 ล้านบาท ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์รวมกว่า 8,500 คัน และสำหรับปี 2560 นี้ บริษัทได้ตั้งเป้าการเติบโตของกลุ่มธุรกิจรถยนต์ใหม่ของบริษัทไว้ที่ 10,000 คัน ด้วยอัตราการเติบโตที่  15% ”

ดร.สัณหวุฒิ กล่าว

 

กลุ่มธุรกิจรถยนต์ใหม่ ประเภทอัลตร้าลัคชัวรี่ส์ เซ็กเมนต์ โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ จากการเปิดตัวรถรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น 1 รุ่นคือ “โกสท์ คชมงคล” พร้อมเผยโฉมยนตรกรรมหรูสองประตูเปิดประทุน “ดอว์น” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย   โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า ทำให้โรลส์-รอยซ์ตอกย้ำการเป็นผู้กำหนดทิศทางตลาดรถยนต์ในอัลตร้า ลัคชัวรี่ส์ เซ็กเมนต์ อย่างแท้จริง ในส่วนรถยนต์ระดับไฮ ลัคชัวรี่ส์ สปอร์ต อย่าง แอสตัน มาร์ตินนั้นก็ได้รับการตอบรับอย่างดีด้วยเช่นกันในปีที่ผ่านมา หลังจากที่ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ อาทิ รุ่นแวนควิช เอส และรุ่นดีบี 11 ที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้และเริ่มส่งมอบแล้ว รวมถึงธุรกิจใหม่ล่าสุดอย่าง มาเซราติ ก็เตรียมเปิดตัวรถ เอส ยู วี รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง รุ่นลาวันเต้ Lavante ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ โดยธุรกิจทั้ง 3 แบรนด์จะจัดกิจกรรมและสนับสนุนธุรกิจอย่างอะซิมุทยอร์ช (Azimut) ภายใต้ บริษัท เอ็มจีซี-มารีน เอเชีย จำกัด อย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้กลุ่มบริษัทได้เพิ่มคุณภาพและช่องทางการบริการด้วยการแนะนำ แอพพลิเคชั่นใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย  การรับรู้ข่าวสาร รวมถึงรับบริการนัดหมายล่วงหน้าเพื่อนำรถเข้าซ่อมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ประเภทพรีเมี่ยม เซ็กเมนต์  ภายใต้การเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู และมินิ ในนามบริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ทั้ง 7 สาขา (กรุงเทพ 4 แห่ง , ต่างจังหวัด 3 แห่ง) และ 1 สตูดิโอ ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการให้บริการหลังการขายควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเพิ่มช่องทางในการนัดหมายล่วงหน้าเพื่อเข้าซ่อมผ่านทางแอพพลิเคชั่นมือถือเพื่อตอบสนองและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู และมินิทุกราย อันเป็นผลทำให้ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตขึ้น 10%

 

ประเภท แจแปนนีส เซ็กเมนต์ ภายใต้การเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า ในนามบริษัทพัฒนาการ ฮอนด้า ออโตโมบิล และซัมมิท ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด ก็ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี จากการทำการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของ แบรนด์ฮอนด้าอันแข็งแกร่ง ส่งผลให้ยอดขายของกลุ่มมีมากกว่า 3,100  คันในปีนี้

ขณะที่นิสสันเยาวราช ภายใต้การเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสัน ในนามบริษัทโยโกฮามา มอเตอร์ จำกัด ซึ่งครบรอบการเปิดดำเนินการได้ 2 ปีนั้น มีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ พร้อมตั้งเป้าจำหน่ายเพิ่มขึ้น 10-15%ในปีนี้

กลุ่มธุรกิจรถยนต์มือสอง ภายใต้แบรนด์มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์, บีเอ็มดับเบิลยู พรีเมี่ยม เซเลคชั่น, มินิเน็กซ์ และฮอนด้าเซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์  สามารถทำยอดจำหน่ายทะลุเป้าที่กำหนดไว้ โดยมีการส่งมอบรถพร้อมรับประกันไปแล้วกว่า 2,000 คันในปี 2559 ทั้งในกลุ่มอัลตร้าลัคชัวรี่ส์, พรีเมี่ยม และแจแปนนีส เซ็กเมนต์ โดยตั้งเป้าจำหน่ายเพิ่มขึ้น 10%ในปี 2560

กลุ่มธุรกิจรถเช่า ภายใต้บริษัท มาสเตอร์ คาร์เร้นเทิล จำกัด มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยฟลีทรถกว่า 5,000 คัน ทั้งในส่วนธุรกิจรถเช่าระยะยาว (ฟลีท) โดยมีรายได้เติบโตขึ้น 10% โดยมีหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนให้การยอมรับในมาตรฐานการให้บริการ ในส่วนธุรกิจรถเช่าระยะสั้น ภายใต้ซิกท์ ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตกว่า 20 % ซึ่งเป็นผลมาจากการยอมรับของกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่ให้การยอมรับในการให้บริการมากยิ่งขึ้น รวมถึงธุรกิจบริการพนักงานขับรถ ที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในนามบริษัท มาสเตอร์ ไดร์ฟเวอร์ เซอร์วิสเซส ประเทศไทย จำกัด (MDS)

กลุ่มธุรกิจอาฟเตอร์มาร์เก็ต ภายใต้บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส  (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรสำหรับรถที่หมดระยะเวลารับประกัน เอ็มเอ็มเอส-บ๊อช คาร์ เซอร์วิส ทำรายได้กว่า 500 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจบริการหลังการขายได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากลูกค้า รวมถึงบริษัทและองค์กรชั้นนำเปิดคอร์ปอเรทเครดิต พร้อมมาใช้บริการกว่า 54,000 คันในปีที่ผ่านมา โดยมีฐานลูกค้ากว่า 150,000 ราย

ส่วนประเภทธุรกิจค้าส่งและเครื่องมือศูนย์บริการได้มีการขยายเครือข่ายค้าส่งสู่ภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้แบรนด์บ๊อช และอะไหล่อาฟเตอร์มาร์เก็ตชั้นนำที่ทางบริษัทเป็นตัวแทนนำเข้า โดยมีร้านค้าอะไหล่ขายส่งและศูนย์บริการซ่อมรถทั่วไปเป็นลูกค้ากว่า 1,000 ราย จากการดำเนินธุรกิจมาครบ 7 ปี ประมาณการว่าภายในสิ้นปี 2563 นี้จะสามารถเปิดสาขาได้ทั้งสิ้น ครบ 30 แห่ง ครอบคลุมทั้งในเขตกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมถึงขยายเครือข่ายและศูนย์กระจายอะไหล่ครอบคลุมทั่วประเทศในเร็ววันนี้ โดยตั้งเป้าผลประกอบการปีนี้ไว้ที่ระดับ 600 ล้านบาท พร้อมศึกษาลู่ทางการขยายตลาดสู่ประเทศต่างๆในอาเซียน